เด็กหลอดแก้ว
ขั้นตอนการทำ
- แพทย์จะเลือกเก็บไข่ที่สมบูรณ์จากรังไข่โดยใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด โดยอาศัยเครื่องอัลตราซาวนด์ ซึ่งจำเป็นต้องให้ยาสลบเพื่อป้องกันความเจ็บปวด ใช้เวลาเก็บไข่ประมาณ 30 นาที
2. ไข่และอสุจิจะถูกผสมกันในห้องปฏิบัติการเลี้ยงและควบคุมคุณภาพตัวอ่อน
จากนั้น ติดตามดูไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิใน 2 วันต่อมา
3. ในวันถัดมา
ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจะกลายเป็นตัวอ่อน
พร้อมที่จะย้ายเข้าโพรงมดลูกซึ่ง มักจะทำในวันที่ 3-5 หลังวันเก็บไข่
ซึ่งขั้นตอนของการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกไม่ จำเป็นต้องงดน้ำและอาหารก่อนมาโรงพยาบาล
ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ และใช้เวลา ประมาณ 30 นาที
การกระตุ้นรังไข่
ขั้นตอนแรกของวิธีการ IVF คือการใช้ยากระตุ้นเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ไข่ที่จะโตรอบนั้นๆ ให้มากขึ้นและควบคุมระยะเวลาการตกไข่ ซึ่งทำได้โดยการใช้ฮอร์โมนพิเศษคือฮอร์โมนโกนาโดโทรปิน (Gonadotropins)
การเก็บเซลล์ไข่
กระบวนการนี้จะทำหลังจากที่มีการฉีด hCG เป็นระยะเวลาประมาณ 32-36 ชั่วโมง โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือ อุลตราซาวด์สอดทางช่องคลอด และใช้เข็มดูดเซลล์ไข่ออกมาจากถุงน้ำในรังไข่ (ซึ่งจะมีหลายถุง) ใช้เวลาประมาณ15-30 นาที ขึ้นอยู่กับว่ามีจำนวนเซลล์ไข่มากหรือน้อยเพียงใด ในขั้นตอนนี้ผู้ป่วยจะได้รับยาทำให้หลับ
อาการแทรกซ้อนอย่างรุนแรงจากการเก็บเซลล์ไข่พบได้น้อย แต่อาจมีผลข้างเคียงบางประการ เช่น ปวดท้องน้อย เลือดออกทางช่องคลอดปริมาณเล็กน้อย และตกขาวได้ หากอาการดังกล่าวไม่หายเองและมีความรุนแรงมากขึ้น จะต้องไปพบแพทย์ ส่วนอาการท้องบวมและรู้สึกอึดอัด ถือเป็นอาการเบื้องต้นของภาวะรังไข่ถูกกระตุ้นมากเกินไปดังนั้นจึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
ฮอร์โมน hCG
เมื่อเริ่มมีการปฏิสนธิ ไข่ถูกผสมและมาฝังตัวอยู่ที่มดลูก ฮอร์โมนตัวแรกมีการเปลี่ยนแปลงก็คือ hCG หรือ Human Chorionic Gonadotropin ฮอร์โมนตัวนี้ถูกสร้างจากเซลล์ในไข่ที่ถูกผสมและจะกลายเป็นรกต่อไป
หน้าที่ กระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนตัวอื่นๆ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ และฮอร์โมนตัวสำคัญที่จะต้องสร้างก็คือเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนนั่นเอง เพราะฮอร์โมนส่วนใหญ่
ของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้นจะถูกสร้างจากรก ตอนแรกที่ไข่เริ่มมีการผสม รกยังไม่เจริญเต็มที่ จึงต้องมีฮอร์โมน hCG เพื่อไปกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนตัวอื่นๆ แต่พอรกเริ่มเจริญ
เติบโตเต็มที่แล้ว รกก็จะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนตัวอื่นแทนรังไข่ ฮอร์โมน hCG ที่ ถูกสร้างมาเพื่อกระตุ้นรังไข่ก็เลยลดน้อยลงไป ดังนั้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น รกเจริญเต็มที่แล้ว ถ้าทำการตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ก็อาจให้ผลลบได้ เนื่องจาก
ฮอร์โมน hCG มีระดับต่ำลงนั่นเองค่ะ ฮอร์โมน hCG มีผลทำให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้อง
คลื่นไส้อาเจียนในช่วงแรกๆ หากในบางรายที่มีอาการแพ้ท้อง
มากๆ เพราะว่ามี hCG สูง ก็อาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติมว่ามี
สิ่งผิดปกติหรือเปล่า เช่น ตั้งครรภ์แฝด หรือรกเจริญผิดปกติก็ได้ค่ะ
ของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้นจะถูกสร้างจากรก ตอนแรกที่ไข่เริ่มมีการผสม รกยังไม่เจริญเต็มที่ จึงต้องมีฮอร์โมน hCG เพื่อไปกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนตัวอื่นๆ แต่พอรกเริ่มเจริญ
เติบโตเต็มที่แล้ว รกก็จะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนตัวอื่นแทนรังไข่ ฮอร์โมน hCG ที่ ถูกสร้างมาเพื่อกระตุ้นรังไข่ก็เลยลดน้อยลงไป ดังนั้นเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น รกเจริญเต็มที่แล้ว ถ้าทำการตรวจปัสสาวะเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์ก็อาจให้ผลลบได้ เนื่องจาก
ฮอร์โมน hCG มีระดับต่ำลงนั่นเองค่ะ ฮอร์โมน hCG มีผลทำให้คุณแม่เกิดอาการแพ้ท้อง
คลื่นไส้อาเจียนในช่วงแรกๆ หากในบางรายที่มีอาการแพ้ท้อง
มากๆ เพราะว่ามี hCG สูง ก็อาจจะต้องมีการตรวจเพิ่มเติมว่ามี
สิ่งผิดปกติหรือเปล่า เช่น ตั้งครรภ์แฝด หรือรกเจริญผิดปกติก็ได้ค่ะ
ควรย้ายจำนวนตัวอ่อนจำนวน
จำนวนตัวอ่อนที่จะย้าย ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของคู่สมรส โดยจะมีการพิจารณาถึงประวัติการตั้งครรภ์และการแท้งบุตร อายุของผู้ป่วย และความสมบูรณ์ของตัวอ่อน ในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ซึ่งมารับการรักษาด้วยการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) เป็นรอบแรก จะแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนเข้าไปฝังในโพรงมดลูกเพียง1-2 ตัวอ่อนเท่านั้น แต่หากเป็นผู้ที่มารับการรักษาด้วยวิธี IVF หลายครั้งแล้วยังไม่เกิดการตั้งครรภ์ แพทย์อาจแนะนำให้มีการย้ายตัวอ่อนเพื่อฝังในมดลูกในจำนวนที่มากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามการทำเช่นนี้ อาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์แฝดสูงขึ้นด้วย
อัตราการฝังตัวที่มดลูกของตัวอ่อน ในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 40 ปีจะไม่ดีเท่าผู้ป่วยที่มีอายุน้อย จึงมักจะย้ายตัวอ่อนหลายตัวมากขึ้น บางกรณีอาจย้ายมากถึง 5 ตัว
ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุมากใช้ไข่ผู้บริจาคจากผู้ที่มีอายุน้อยกว่า จะมีอัตราที่ไข่ฝังตัวในโพรงมดลูกเท่ากับของผู้บริจาค(ซึ่งมีอายุน้อยกว่า) ดังนั้นจึงมักแนะนำไม่ให้มีการย้ายตัวอ่อนมาฝังในโพรงมดลูกมากกว่า 1-2 ตัวอ่อน ในกรณีดังกล่าว
จำนวนตัวอ่อนที่จะย้าย ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของคู่สมรส โดยจะมีการพิจารณาถึงประวัติการตั้งครรภ์และการแท้งบุตร อายุของผู้ป่วย และความสมบูรณ์ของตัวอ่อน ในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ซึ่งมารับการรักษาด้วยการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) เป็นรอบแรก จะแนะนำให้ย้ายตัวอ่อนเข้าไปฝังในโพรงมดลูกเพียง1-2 ตัวอ่อนเท่านั้น แต่หากเป็นผู้ที่มารับการรักษาด้วยวิธี IVF หลายครั้งแล้วยังไม่เกิดการตั้งครรภ์ แพทย์อาจแนะนำให้มีการย้ายตัวอ่อนเพื่อฝังในมดลูกในจำนวนที่มากขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามการทำเช่นนี้ อาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์แฝดสูงขึ้นด้วย
อัตราการฝังตัวที่มดลูกของตัวอ่อน ในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 40 ปีจะไม่ดีเท่าผู้ป่วยที่มีอายุน้อย จึงมักจะย้ายตัวอ่อนหลายตัวมากขึ้น บางกรณีอาจย้ายมากถึง 5 ตัว
ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุมากใช้ไข่ผู้บริจาคจากผู้ที่มีอายุน้อยกว่า จะมีอัตราที่ไข่ฝังตัวในโพรงมดลูกเท่ากับของผู้บริจาค(ซึ่งมีอายุน้อยกว่า) ดังนั้นจึงมักแนะนำไม่ให้มีการย้ายตัวอ่อนมาฝังในโพรงมดลูกมากกว่า 1-2 ตัวอ่อน ในกรณีดังกล่าว
ระยะเวลาในการทำเด็กหลอกแก้ว
กระบวนการทำเด็กหลอดแก้วใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ
4-6 สัปดาห์จึงจะสมบูรณ์ โดยหลังการย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกประมาณ 2 สัปดาห์แพทย์จะนัดมาตรวจเลือดเพื่อทดสอบการตั้งครรภ์
การทำเด็กหลอกแก้วเหมาะกับ
- คู่สมรสที่ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันหรือท่อนำไข่ถูกทำลาย
- คู่สมรสที่ฝายชายมีปัญหาเกี่ยวกับเชื้ออสุจิ
ได้แก่ มีจำนวนอสุจิน้อย อสุจิเคลื่อนที่ได้ ไม่ดี
- คู่สมรสที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยาก และพยายามมีบุตรมามากกว่า 3 ปี
ผลสำเร็จในการรักษาด้วยวิธี
IVF
ผลสำเร็จในการรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยวิธี
IVF นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อาทิเช่น อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่
จำนวนของอสุจิ โดยทั่วไปจะมีโอกาสตั้งครรภ์อยู่ที่ร้อยละ
15-35 ทารกที่เกิดมานั้นอาจมีโอกาสเกิดความพิการไม่แตกต่างจากการตั้งครรภ์ธรรมชาติ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น